hrms-manual/public/documents/chapter-4-superadmin-build-and-deploy.md

1374 lines
104 KiB
Markdown
Raw Normal View History

# บทนำ
การพัฒนาและจัดการแอปพลิเคชันในยุคปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากวิธีการเดิมๆ ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ ซึ่งทำให้กระบวนการพัฒนาและการดูแลระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ Container, Docker, Microservice, และ API Gateway ซึ่งแต่ละเทคโนโลยีก็มีบทบาทที่สำคัญในการสร้างแอปพลิเคชันที่สามารถปรับตัวได้ง่ายและสามารถขยายได้อย่างยืดหยุ่น
# Container คืออะไร?
Container คือ เทคโนโลยีที่ทำให้การรันแอปพลิเคชันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยการแยกแอปพลิเคชันและไลบรารีที่จำเป็นออกจากระบบปฏิบัติการหลัก (Host OS) ไว้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสระ Container จะบรรจุโค้ด ไลบรารี และการตั้งค่าทั้งหมดที่จำเป็นต้องใช้สำหรับการทำงาน ทำให้แอปพลิเคชันนั้นสามารถทำงานได้ไม่ว่าจะรันในสภาพแวดล้อมไหนก็ตาม เช่น บนเครื่องพัฒนาของโปรแกรมเมอร์ หรือบนเซิร์ฟเวอร์การผลิต
การใช้ Container ช่วยให้
- **ลดความขัดแย้ง** ในการพัฒนาระหว่างทีม เพราะทีมพัฒนาไม่ต้องกังวลว่าแอปพลิเคชันจะทำงานไม่ได้บนเครื่องอื่น
- **ปรับขนาดได้ง่าย** ด้วยการโคลน Container เพิ่มเมื่อมีความต้องการใช้งานสูง
- **การจัดการทรัพยากรมีประสิทธิภาพขึ้น** เนื่องจาก Container ใช้ทรัพยากรของระบบปฏิบัติการร่วมกัน ลดความซ้ำซ้อนของระบบที่ต้องจัดเตรียมทรัพยากรแยกเหมือนใน Virtual Machine
# เปรียบเทียบระหว่างเทคโนโลยี Container และ Virtual Machine
การเปรียบเทียบระหว่าง Container และ Virtual Machine (VM) เป็นหัวข้อสำคัญในการเลือกใช้สถาปัตยกรรมสำหรับการรันแอปพลิเคชัน เนื่องจากทั้งสองเทคโนโลยีนี้มีวิธีการทำงานและประโยชน์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Container และ VM จะช่วยให้ผู้พัฒนาและผู้ดูแลระบบสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับงานมากที่สุด
# ภาพรวมของ Container และ Virtual Machine
Virtual Machine (VM) คือ การจำลองระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่รันอยู่บนฮาร์ดแวร์เสมือน โดย VM จะมีระบบปฏิบัติการที่แยกต่างหากจากระบบปฏิบัติการหลัก (Host OS) และทำงานได้อย่างอิสระในลักษณะของคอมพิวเตอร์เสมือน
Container คือ เทคโนโลยีที่แบ่งแยกแอปพลิเคชันและไลบรารีที่จำเป็นออกจากระบบปฏิบัติการหลักในรูปแบบที่เบากว่า VM โดย Container ใช้ระบบปฏิบัติการร่วมกับ Host OS และมีการแยกแอปพลิเคชันจากกันในระดับของโปรเซส
ต่อไปนี้คือการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Container และ VM โดยพิจารณาในหลายๆ ด้าน
1. **สถาปัตยกรรม**
- **VM**: ทำงานบน Hypervisor (เช่น VMware, Hyper-V หรือ KVM) ซึ่งจัดการการสร้างและการรัน VM แต่ละตัว โดย VM แต่ละตัวจะมี Guest OS เป็นระบบปฏิบัติการที่รันภายในของตัวเอง พร้อมด้วย Kernel, แอปพลิเคชัน, และการตั้งค่าเฉพาะ ซึ่งหมายความว่า VM มีการแยกทรัพยากรอย่างสมบูรณ์
- **Container**: ทำงานบน Container Engine (เช่น Docker, Kubernetes) โดยไม่ต้องใช้ Hypervisor และใช้ Host OS ร่วมกันทุก Container แต่มีการแยกแอปพลิเคชันและไลบรารีในระดับโปรเซส ทำให้ Container มีขนาดเล็กกว่าและมีการทำงานที่เบากว่า VM
2. **ประสิทธิภาพ**
- **VM**: เนื่องจาก VM มี Guest OS ที่เป็นระบบปฏิบัติการเต็มรูปแบบและต้องใช้ Hypervisor ในการรัน VM การใช้ทรัพยากร เช่น CPU และหน่วยความจำจึงมีค่าใช้จ่ายสูงและทำให้ประสิทธิภาพการทำงานช้าลง โดยเฉพาะเมื่อต้องรันหลาย VM พร้อมกัน
- **Container**: Container ใช้ทรัพยากรร่วมกับ Host OS และมีขนาดเล็กกว่า VM จึงใช้หน่วยความจำและ CPU น้อยลง ซึ่งส่งผลให้ Container มีการทำงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงกว่า VM
3. **การใช้งานทรัพยากร (Resource Efficiency)**
- **VM**: แต่ละ VM ต้องจัดสรรทรัพยากรแยกต่างหาก เช่น CPU, RAM และ Disk โดยการรัน VM หลายๆ ตัวพร้อมกันอาจส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรสูง ซึ่งไม่สามารถใช้งานทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่เสมอไป
- **Container**: Container ใช้ทรัพยากรร่วมกับ Host OS ทำให้ประหยัดพื้นที่และหน่วยความจำมากกว่า การสร้างและรัน Container หลายๆ ตัวในเวลาเดียวกันยังใช้ทรัพยากรได้น้อยกว่า และสามารถปรับขนาดการใช้งานได้ง่าย
4. **การเริ่มต้นและการหยุดการทำงาน (Startup and Shutdown Time)**
- **VM**: เนื่องจากแต่ละ VM มี Guest OS เต็มรูปแบบ การเริ่มต้นและหยุด VM จะใช้เวลาค่อนข้างนาน ต้องผ่านกระบวนการบูทและการโหลด OS ซึ่งจะกินเวลาและทำให้การตอบสนองช้าลง
- **Container**: Container ใช้เวลาในการเริ่มต้นและหยุดทำงานเร็วกว่ามาก เนื่องจาก Container ไม่ต้องบูท OS ใหม่ แต่เป็นการเรียกโปรเซสในระบบปฏิบัติการหลักโดยตรง ทำให้เหมาะสมกับแอปพลิเคชันที่ต้องการความรวดเร็วและการตอบสนองทันที
5. **ขนาดของ Image และการจัดเก็บ**
- **VM**: VM มีขนาดใหญ่เนื่องจากมีการเก็บข้อมูลของ Guest OS, Kernel, และข้อมูลการติดตั้งต่างๆ ซึ่งส่งผลให้การย้ายหรือแชร์ VM Image ทำได้ยากและใช้เวลาในการส่งถ่ายข้อมูลมากขึ้น
- **Container**: Container Image มีขนาดเล็กกว่ามากเพราะไม่ต้องเก็บ OS ทั้งระบบ แต่จะบรรจุเฉพาะแอปพลิเคชันและไลบรารีที่จำเป็น การแชร์หรือย้าย Container Image จึงทำได้รวดเร็วและง่ายขึ้น
6. **ความสามารถในการพกพา (Portability)**
- **VM**: VM สามารถรันบนระบบที่รองรับ Hypervisor ใดๆ ที่สามารถโฮสต์ VM ได้ แต่ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากต้องพิจารณาเวอร์ชันของ Hypervisor และการตั้งค่าที่ใช้
- **Container**: Container มีความสามารถในการพกพาสูงมาก เนื่องจากรันบน Container Engine ที่รองรับทุกแพลตฟอร์ม เช่น Docker ทำให้แอปพลิเคชันสามารถย้ายไปยังสภาพแวดล้อมที่ต่างกันได้ง่ายและทำงานได้เหมือนกันทุกที่
7. **การแยกความปลอดภัย (Isolation and Security)**
- **VM**: VM มีการแยกความปลอดภัยที่ดีกว่า เนื่องจาก Guest OS แต่ละตัวมี Kernel เป็นของตนเอง และทำงานในลักษณะอิสระ การโจมตีจาก VM หนึ่งไปยัง VM อื่นหรือ Host OS จึงทำได้ยากกว่า
- **Container**: Container มีการแยกความปลอดภัยในระดับโปรเซส ซึ่งไม่สมบูรณ์เท่า VM เนื่องจากทุก Container ใช้ Host OS ร่วมกัน ทำให้หากมีการเจาะระบบหรือโจมตีในระดับ Kernel ของ Host OS อาจส่งผลต่อ Container ทั้งหมดได้
# สรุปเปรียบเทียบ
ต่อไปนี้เป็นตารางเปรียบเทียบระหว่าง Virtual Machine (VM) และ Container ที่แสดงให้เห็นความแตกต่างในด้านต่างๆ:
| **คุณสมบัติ** | **Virtual Machine (VM)** | **Container** |
|----------------------------|---------------------------------------------------------------|----------------------------------------------------------|
| **สถาปัตยกรรม** | ใช้ Hypervisor เพื่อสร้าง VM แยกแต่ละตัว พร้อม Guest OS | ใช้ Host OS ร่วมกันในระดับโปรเซส ไม่ต้องใช้ Hypervisor |
| **Guest OS** | แต่ละ VM มี Guest OS ของตนเอง | ไม่มี Guest OS แยก ใช้ OS เดียวกันทั้งหมด |
| **ขนาด** | มีขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องรวม Guest OS | ขนาดเล็กกว่า เนื่องจากใช้ OS ร่วมกัน |
| **ประสิทธิภาพ** | ประสิทธิภาพต่ำกว่าเนื่องจากมี Overhead ของ Guest OS | ประสิทธิภาพสูงกว่า เนื่องจากไม่มี Overhead ของ OS แยก |
| **การเริ่มต้นใช้งาน** | ใช้เวลานาน เนื่องจากต้องบูท Guest OS | ใช้เวลาน้อยกว่าเนื่องจากไม่ต้องบูท OS |
| **การใช้งานทรัพยากร** | ใช้ทรัพยากรสูง เนื่องจากต้องแยก OS และ Kernel | ใช้ทรัพยากรน้อยกว่าเนื่องจากใช้ OS ร่วมกัน |
| **ความยืดหยุ่นในการพกพา** | พกพาได้เฉพาะบนแพลตฟอร์มที่รองรับ Hypervisor | พกพาสะดวก ใช้ได้ทุกที่ที่มี Container Engine |
| **การแยกความปลอดภัย** | การแยกระดับสูงเนื่องจากมี Kernel และ OS แยกแต่ละตัว | การแยกระดับโปรเซส อาจมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัย |
| **การจัดการ** | ซับซ้อนกว่าในการจัดการเนื่องจากต้องดูแล OS และ Kernel แยกกัน | จัดการง่ายกว่าเพราะใช้ OS เดียวกันทั้งหมด |
| **กรณีใช้งาน** | ใช้ในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือการทดสอบแยกหลายระบบ | ใช้ใน DevOps การพัฒนาแอปฯที่ต้องการยืดหยุ่นสูง |
# Docker คืออะไร?
Docker เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้การพัฒนาและจัดการแอปพลิเคชันเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดย Docker ใช้เทคโนโลยี Containerization เพื่อสร้างและรันแอปพลิเคชันในรูปแบบที่เรียกว่า Container ซึ่งเป็นหน่วยการทำงานที่มีความเป็นอิสระและมีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงานของแอปพลิเคชัน เช่น โค้ด, ไลบรารี, ระบบไฟล์ และตัวแปรที่จำเป็น ทำให้สามารถพกพาและรันได้อย่างยืดหยุ่นในทุกระบบที่ติดตั้ง Docker ไว้
# แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับ Docker
Docker เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้การสร้าง รัน และจัดการแอปพลิเคชันในรูปแบบ Container เป็นไปอย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ ซึ่งแตกต่างจากการใช้งาน Virtual Machine ที่ต้องจำลองระบบปฏิบัติการแยกกัน Docker จะใช้เคอร์เนลของ Host OS ร่วมกันในระดับโปรเซส ดังนั้น Container จึงมีน้ำหนักเบาและใช้ทรัพยากรน้อยกว่า VM อย่างมาก ทำให้สามารถรันหลายๆ Container พร้อมกันได้บนฮาร์ดแวร์เดียว
# ส่วนประกอบสำคัญของ Docker
1. **Docker Engine**: เป็นซอฟต์แวร์หลักของ Docker ที่ทำหน้าที่รันและจัดการ Container ประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ คือ
- Docker Daemon (dockerd): เป็นตัวควบคุมการทำงานของ Docker โดยทำหน้าที่ในการสร้าง จัดการ และรัน Container รวมถึงทำงานร่วมกับ Docker CLI
- Docker CLI: เป็นเครื่องมือบรรทัดคำสั่งที่ใช้ในการสื่อสารกับ Docker Daemon ทำให้เราสามารถสั่งการ เช่น การสร้างหรือรัน Container ได้
2. **Docker Image**: Docker Image เป็นต้นแบบของ Container ที่บรรจุโค้ด ไลบรารี และทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการทำงานของแอปพลิเคชัน โดยแต่ละ Image จะถูกสร้างจาก Dockerfile ซึ่งเป็นไฟล์ที่กำหนดขั้นตอนการสร้าง Image เช่น การติดตั้งแพ็กเกจต่างๆ การคัดลอกไฟล์ และการกำหนดค่าที่จำเป็น
3. **Docker Container**: Container คือ Instance ของ Docker Image ที่รันอยู่จริง ทำให้เราสามารถใช้งานแอปพลิเคชันหรือบริการต่างๆ ได้ในรูปแบบของ Container ซึ่งทำให้มีความยืดหยุ่นในการจัดการและสามารถรันแอปพลิเคชันหลายตัวในสภาพแวดล้อมที่แยกจากกันได้อย่างปลอดภัย
4. **Docker Compose**: เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับจัดการหลายๆ Container ที่ต้องการทำงานร่วมกัน โดยสามารถกำหนดการตั้งค่าของแต่ละ Container ได้ในไฟล์เดียว (ไฟล์ docker-compose.yml) เช่น การเชื่อมต่อกับเครือข่าย การกำหนดค่าทรัพยากร และการตั้งค่าอื่นๆ เหมาะสำหรับการพัฒนาและทดสอบแอปพลิเคชันที่มีหลายองค์ประกอบ เช่น การรันฐานข้อมูล และเว็บเซิร์ฟเวอร์พร้อมกัน
5. **Docker Hub**: เป็นบริการคลังเก็บ Image ที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ต Docker Hub ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลด Image ที่มีอยู่แล้ว หรืออัปโหลด Image ของตัวเองได้ ซึ่งทำให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึง Image ต่างๆ ได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องสร้าง Image ใหม่จากศูนย์
# การทำงานของ Docker
1. สร้าง Image จาก Dockerfile: นักพัฒนาสามารถสร้าง Docker Image โดยใช้ Dockerfile ซึ่งเป็นไฟล์ที่ประกอบไปด้วยคำสั่งและขั้นตอนการติดตั้งและการตั้งค่าต่างๆ เช่น การติดตั้งไลบรารี การคัดลอกไฟล์ และการกำหนดคำสั่งที่ต้องรันเมื่อเริ่มต้น Container
2. สร้างและรัน Container: เมื่อมี Image แล้ว สามารถสร้าง Container ได้โดยการใช้คำสั่ง เช่น docker run ซึ่งจะสร้าง Instance ของ Image ที่ทำงานอยู่จริง Container นี้จะทำงานเป็นแอปพลิเคชันที่แยกออกจากระบบปฏิบัติการหลัก แต่ยังสามารถสื่อสารกับ Host ได้ตามการตั้งค่า
3. การจัดการ Container ด้วย Docker Compose: หากแอปพลิเคชันต้องการหลาย Container ทำงานร่วมกัน เช่น มีทั้งฐานข้อมูลและ API นักพัฒนาสามารถใช้ Docker Compose เพื่อสร้างและจัดการ Container หลายๆ ตัวพร้อมกันได้ ทำให้การตั้งค่าทั้งหมดถูกรวมอยู่ในไฟล์เดียว และสามารถเรียกใช้ทุก Container ได้ด้วยคำสั่งเดียว (docker-compose up)
4. การจัดการและการปรับแต่ง Container: Docker รองรับการควบคุมการใช้ทรัพยากรของ Container เช่น CPU และ RAM ซึ่งช่วยให้การทำงานของแอปพลิเคชันมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถกำหนดการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมตามความต้องการ
# ข้อดีของ Docker
1. พกพาสะดวกและสภาพแวดล้อมคงที่: Docker ช่วยให้นักพัฒนาสามารถรันแอปพลิเคชันใน Container เดียวกันในทุกๆ สภาพแวดล้อม เช่น การพัฒนา การทดสอบ และการใช้งานจริง โดยที่ไม่ต้องปรับแต่งใหม่
2. การจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ: Container ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า Virtual Machine เพราะไม่ต้องมี Guest OS ทำให้สามารถรันหลายๆ Container พร้อมกันบนเครื่องเดียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การเริ่มต้นและหยุดใช้งานรวดเร็ว: Container สามารถเริ่มต้นและหยุดใช้งานได้รวดเร็ว เพราะไม่ต้องรันระบบปฏิบัติการใหม่ จึงเหมาะกับงานที่ต้องการปรับเปลี่ยนบ่อย เช่น DevOps
4. รองรับการทำงานแบบ Microservices: Docker เหมาะกับการทำงานในสถาปัตยกรรมแบบ Microservices ที่ต้องการแยกแอปพลิเคชันออกเป็นส่วนย่อยๆ แต่ละส่วนทำงานแยกจากกันและมีความเป็นอิสระ
5. การควบคุมและจัดการทรัพยากรง่าย: Docker ช่วยให้สามารถควบคุมการใช้ทรัพยากรของแต่ละ Container ได้อย่างละเอียด เช่น การกำหนดขีดจำกัดการใช้ CPU และ RAM เพื่อให้แอปพลิเคชันมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
Docker เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้การพัฒนาและการจัดการแอปพลิเคชันเป็นไปอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นด้วยการใช้ Container ซึ่งเป็นหน่วยการทำงานที่เบากว่า Virtual Machine ช่วยให้การพัฒนาแอปพลิเคชันหลายๆ ส่วนทำงานอย่างเป็นอิสระในรูปแบบ Microservices แต่การใช้งาน Docker ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน ซึ่งควรพิจารณาตามความเหมาะสม
# Microservice คืออะไร?
Microservices คือสถาปัตยกรรมการออกแบบซอฟต์แวร์ที่เน้นการแบ่งแยกส่วนของระบบออกเป็นบริการย่อยๆ (Service) ที่เป็นอิสระต่อกัน โดยแต่ละบริการจะรับผิดชอบเฉพาะงานหรือฟังก์ชันหนึ่งๆ ของระบบ และสามารถสื่อสารกับบริการอื่นๆ ผ่านโปรโตคอล API (เช่น HTTP/REST, gRPC, หรือ Message Queue) ทำให้ระบบมีความยืดหยุ่นสูง สามารถพัฒนา ทดสอบ และปรับปรุงแต่ละส่วนแยกกันได้ รวมทั้งมีความสามารถในการสเกล (Scale) ตามความต้องการได้ดีกว่าการออกแบบระบบแบบ Monolithic ที่รวมทุกฟังก์ชันไว้ในแอปพลิเคชันเดียว
# แนวคิดและการทำงานของ Microservices
ในการออกแบบแบบ Microservices ระบบจะถูกแบ่งเป็นบริการย่อยๆ ซึ่งแต่ละบริการจะรับผิดชอบหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การจัดการข้อมูลผู้ใช้ การประมวลผลข้อมูล การจัดการคำสั่งซื้อ เป็นต้น การแบ่งแยกแบบนี้ทำให้ทุกบริการมีความเป็นอิสระ สามารถปรับแต่งและพัฒนาแยกจากกันได้โดยไม่กระทบส่วนอื่นๆ ของระบบ ตัวอย่างเช่น:
- **User Service** จัดการข้อมูลผู้ใช้และการยืนยันตัวตน
- **Product Service** จัดการข้อมูลสินค้า
- **Order Service** จัดการข้อมูลคำสั่งซื้อ
# องค์ประกอบสำคัญของ Microservices
1. **การแยกเป็นอิสระ (Decentralized Services)**: แต่ละบริการจะทำงานแยกจากกันโดยสมบูรณ์ สามารถพัฒนาและปรับปรุงโดยทีมงานที่ดูแลเฉพาะบริการนั้นๆ ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อบริการอื่นๆ
2. **การสื่อสารผ่าน API**: Microservices สื่อสารระหว่างกันโดยใช้ API เช่น RESTful, gRPC, หรือใช้ Message Queue อย่าง RabbitMQ, Kafka เป็นต้น ทำให้บริการเหล่านี้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้แม้จะอยู่บนสถาปัตยกรรมหรือภาษาโปรแกรมที่ต่างกัน
3. **ฐานข้อมูลแยกส่วน (Decentralized Data Management)**: แต่ละบริการมีฐานข้อมูลเป็นของตัวเอง ทำให้สามารถใช้ฐานข้อมูลประเภทที่เหมาะสมกับงานของตน เช่น บริการจัดการผู้ใช้อาจใช้ฐานข้อมูล SQL ในขณะที่บริการวิเคราะห์ข้อมูลอาจใช้ NoSQL หรือฐานข้อมูลเชิงกราฟ (Graph Database)
4. **ความสามารถในการสเกล (Scalability)**: Microservices สามารถเพิ่มหรือลดจำนวน Instance ของบริการได้ตามความต้องการ เช่น หากบริการจัดการคำสั่งซื้อต้องรองรับปริมาณการใช้งานมาก สามารถเพิ่มจำนวนของ Order Service ได้โดยไม่ต้องเพิ่มบริการอื่นๆ
5. **การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Polyglot Programming)**: ในสถาปัตยกรรม Microservices แต่ละบริการสามารถเลือกใช้ภาษาโปรแกรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับงานของตัวเอง เช่น ใช้ Python สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ Java หรือ .NET สำหรับระบบหลัก เป็นต้น
6. **การติดตั้งและปรับปรุงง่าย (Continuous Deployment)**: แต่ละบริการสามารถปรับปรุง แก้ไข และติดตั้งใหม่ได้อิสระ โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยซอฟต์แวร์ทั้งหมดใหม่ ซึ่งช่วยให้การปรับปรุงหรือแก้ไขบั๊กสามารถทำได้ทันที
# ข้อดีของ Microservices
1. **ความยืดหยุ่นในการพัฒนาและการทำงานเป็นทีม**: ทีมพัฒนาสามารถรับผิดชอบเฉพาะบริการที่ตนพัฒนาได้โดยตรง ทำให้แต่ละทีมสามารถเลือกเทคโนโลยีและการทำงานที่เหมาะสมได้ ช่วยให้ระบบพัฒนาได้เร็วขึ้นและมีคุณภาพสูงขึ้น
2. **ความสามารถในการสเกลสูง**: Microservices สามารถเพิ่มหรือลดจำนวนของบริการต่างๆ ตามการใช้งานจริงได้ การสเกลนี้ช่วยให้เรารองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องเพิ่มกำลังทุกส่วนของระบบ
3. **รองรับการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงได้ง่าย**: การอัปเดตหรือปรับปรุงสามารถทำได้เฉพาะในบางบริการ ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงทั้งระบบ จึงช่วยลดความเสี่ยงและเวลาในการปรับปรุง
4. **ความทนทาน (Fault Tolerance)**: หากบริการหนึ่งล้มเหลว บริการอื่นๆ ที่เหลือจะยังทำงานต่อไปได้ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริการบางส่วน
# ข้อเสียของ Microservices
1. **ความซับซ้อนในการออกแบบและจัดการ**: เนื่องจาก Microservices ต้องมีการเชื่อมโยงบริการหลายๆ ตัว การออกแบบและจัดการสถาปัตยกรรมจึงซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ต้องมีการวางแผนที่ดีในเรื่องของการจัดการบริการ การตรวจสอบ และการบำรุงรักษา
2. **ภาระในการสื่อสารระหว่างบริการ**: การสื่อสารระหว่างบริการต้องอาศัยโปรโตคอล เช่น HTTP, gRPC, หรือ Message Queue ซึ่งทำให้เกิดความหน่วง (Latency) และทำให้ต้องมีการจัดการกับการเกิดความล้มเหลวในการสื่อสาร
3. **ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงขึ้น**: เนื่องจากแต่ละบริการมีฐานข้อมูลและทรัพยากรแยกกัน ทำให้มีค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากในการบำรุงรักษามากขึ้น รวมถึงการจัดการด้านความปลอดภัยและการสำรองข้อมูลที่ซับซ้อน
4. **การทดสอบยากขึ้น**: การทดสอบ Microservices ต้องตรวจสอบการทำงานของแต่ละบริการและการทำงานร่วมกัน ซึ่งทำให้ต้องออกแบบการทดสอบที่ซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงต้องใช้เครื่องมือเฉพาะสำหรับการทดสอบระบบที่มีหลายบริการ
# การใช้งาน Microservices ในโลกจริง
1. **การพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud-native**: Microservices เป็นพื้นฐานของการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud-native ที่ใช้ Cloud Infrastructure ในการบริหารจัดการ เช่น การใช้ Kubernetes เพื่อจัดการบริการในรูปแบบ Container ซึ่งทำให้การปรับขนาดและการจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
2. **การจัดการทราฟฟิกด้วย API Gateway**: ระบบที่ใช้ Microservices จะมีบริการหลายตัวทำงานร่วมกัน ดังนั้นการใช้ API Gateway ช่วยจัดการการเข้าถึงบริการทั้งหมดให้เป็นระบบระเบียบ และจัดการทราฟฟิกที่เข้าถึงบริการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. **การนำมาใช้ในองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย**: เนื่องจาก Microservices สามารถปรับปรุงเฉพาะส่วนได้ จึงเหมาะกับองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับตลาดหรือการพัฒนาใหม่ๆ
# การเปรียบเทียบ Microservices กับ Monolithic
| **คุณสมบัติ** | **Monolithic Architecture** | **Microservices Architecture** |
| --------------------------- | ----------------------------------------- | ----------------------------------------- |
| **การพัฒนา** | ทุกฟังก์ชันรวมอยู่ในแอปพลิเคชันเดียว | แต่ละฟังก์ชันแยกเป็นบริการย่อยๆ |
| **การสเกล** | สเกลทั้งแอปพลิเคชันพร้อมกัน | สเกลเฉพาะบริการที่ต้องการได้ |
| **ความซับซ้อน** | จัดการง่าย แต่ไม่ยืดหยุ่น | ซับซ้อนกว่าแต่มีความยืดหยุ่นสูง |
| **การปรับปรุง** | ต้องปรับปรุงทั้งแอปพลิเคชัน | ปรับปรุงเฉพาะบริการได้โดยไม่กระทบส่วนอื่น |
| **การพัฒนาแบบทีม** | ทีมต้องทำงานร่วมกันบนแอปพลิเคชันเดียว | ทีมสามารถพัฒนาและจัดการบริการแยกกัน |
| **การปรับใช้ (Deployment)** | ปรับใช้ทั้งหมดพร้อมกันเป็นแพ็กเกจเดียว | ปรับใช้ทีละบริการได้ตามความต้องการ |
| **การบำรุงรักษา** | ซับซ้อนเมื่อแอปพลิเคชันขยายขนาด | บำรุงรักษาแต่ละบริการได้แยกกัน |
| **ความทนทาน** | ปัญหาส่วนใดส่วนหนึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งระบบ | หากบริการใดล้มเหลว บริการอื่นยังทำงานได้ |
| **การใช้เทคโนโลยี** | ใช้เทคโนโลยีเดียวทั้งระบบ | แต่ละบริการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมได้ |
Microservices เป็นสถาปัตยกรรมที่ช่วยให้แอปพลิเคชันมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการขององค์กรได้ ทำให้แต่ละส่วนของระบบเป็นอิสระจากกัน ซึ่งเหมาะกับการพัฒนาแอปพลิเคชันที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย หรือแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ที่ต้องการประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรและการสเกล
# API Gateway คืออะไร?
API Gateway คือส่วนกลางในการจัดการการสื่อสารระหว่างผู้ใช้ (Client) และบริการต่างๆ ภายในระบบที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Microservices โดยมีหน้าที่รับคำขอจากผู้ใช้ ส่งต่อคำขอนั้นไปยังบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และส่งผลลัพธ์กลับไปยังผู้ใช้ ซึ่งช่วยให้การสื่อสารภายในระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและง่ายต่อการจัดการ นอกจากนี้ API Gateway ยังมีฟังก์ชันในการจัดการการควบคุมการเข้าถึง (Access Control), การรักษาความปลอดภัย (Security), การจัดการการสเกล (Load Balancing) และการแคชข้อมูล (Caching) ทำให้เป็นส่วนสำคัญของระบบ Microservices ที่มีการจัดการหลายบริการ
# หน้าที่และการทำงานของ API Gateway
1. การควบคุมเส้นทาง (Routing): API Gateway ทำหน้าที่จัดการเส้นทางของคำขอที่เข้ามา โดยจะแยกแยะและส่งคำขอนั้นไปยังบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น หากผู้ใช้ขอข้อมูลผู้ใช้งาน API Gateway จะส่งคำขอนั้นไปยัง User Service เป็นต้น
2. การแปลงข้อมูล (Transformation): ในบางครั้ง คำขอและการตอบกลับจำเป็นต้องมีการแปลงข้อมูลหรือจัดรูปแบบให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ เช่น การแปลงข้อมูลจาก XML เป็น JSON เพื่อความสะดวกในการใช้งาน
3. การควบคุมการเข้าถึง (Access Control): API Gateway ทำหน้าที่ตรวจสอบสิทธิ์และการรับรองตัวตน (Authentication & Authorization) ของผู้ใช้ เช่น ตรวจสอบว่าเป็นผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ก่อนส่งคำขอไปยังบริการต่างๆ ทำให้ระบบมีความปลอดภัยมากขึ้น
4. การรักษาความปลอดภัย (Security): API Gateway สามารถจัดการการป้องกันภัยคุกคามต่างๆ เช่น การป้องกันการโจมตีแบบ DDoS, การใช้ HTTPS เพื่อลดความเสี่ยงในการแอบดักข้อมูลระหว่างการสื่อสาร และการจำกัดอัตราการเรียกใช้งาน (Rate Limiting) เพื่อป้องกันการใช้งานที่มากเกินไป
5. การจัดการแคช (Caching): API Gateway มีการเก็บข้อมูลที่ถูกเรียกใช้บ่อยในหน่วยความจำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ โดยไม่ต้องส่งคำขอไปยังบริการต้นทางทุกครั้ง ช่วยลดภาระงานของบริการต่างๆ
6. การควบคุมการสเกล (Load Balancing): API Gateway ช่วยกระจายคำขอที่เข้ามายังเซิร์ฟเวอร์หรือบริการต่างๆ เพื่อให้โหลดการทำงานมีความสมดุลและช่วยให้ระบบรองรับปริมาณการใช้งานที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7. การตรวจสอบและวิเคราะห์ (Monitoring & Analytics): API Gateway สามารถรวบรวมข้อมูลการใช้งาน เช่น จำนวนคำขอ, ระยะเวลาการตอบกลับ, และสถิติการใช้งาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงบริการและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
# ข้อดีของการใช้ API Gateway
1. เพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบ: API Gateway ช่วยให้สามารถรวมการจัดการด้านความปลอดภัยไว้ในจุดเดียว เช่น การจัดการการตรวจสอบสิทธิ์ (Authentication), การกำหนดนโยบายการเข้าถึง (Authorization Policy) ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยคุกคาม
2. จัดการการสื่อสารที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น: API Gateway ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการสื่อสารกับบริการย่อย ทำให้การจัดการคำขอและการกำหนดเส้นทาง (Routing) เป็นไปอย่างง่ายและมีระเบียบ
3. เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการแคช: คำขอบางคำขอ เช่น ข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อย สามารถแคชไว้ใน API Gateway เพื่อลดการเรียกไปยังบริการต้นทาง ทำให้ระบบเร็วขึ้น
4. รองรับการสเกลที่ดีขึ้น: API Gateway ช่วยกระจายโหลดไปยังบริการต่างๆ และช่วยลดภาระการประมวลผลในระบบ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาโหลดเกินในบางบริการ
5. รวมการตรวจสอบการใช้งานไว้ในจุดเดียว: ช่วยให้นักพัฒนาสามารถตรวจสอบการใช้งานระบบแบบรวมศูนย์ ซึ่งช่วยในการตรวจหาปัญหาได้รวดเร็ว รวมถึงการบันทึกข้อมูลการใช้งานที่ช่วยวิเคราะห์และปรับปรุงบริการได้
# ข้อเสียของการใช้ API Gateway
1. เป็น Single Point of Failure: หาก API Gateway เกิดปัญหา ระบบทั้งหมดอาจไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนการทำงานแบบสำรอง (Redundancy) หรือการกระจายการใช้งานเพื่อป้องกันปัญหา
2. เพิ่มความซับซ้อนของระบบ: การเพิ่ม API Gateway จะทำให้ระบบมีโครงสร้างซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้งานร่วมกับหลายบริการและมีการกำหนดนโยบายต่างๆ มากมาย
3. เกิดความล่าช้าเพิ่มขึ้น (Latency): การที่คำขอทั้งหมดต้องผ่าน API Gateway ก่อนที่จะไปยังบริการปลายทาง อาจทำให้เกิดความล่าช้าในระบบโดยเฉพาะหากมีการแปลงข้อมูลหรือแคชที่ซับซ้อน
# การใช้งาน API Gateway ในโลกจริง
- การจัดการการเข้าถึงหลายบริการในระบบ Microservices: API Gateway ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของระบบที่มีโครงสร้างแบบ Microservices ได้ผ่านจุดเดียว เช่น การเข้าสู่ระบบผู้ใช้ ที่ API Gateway สามารถรับคำขอและส่งต่อไปยังบริการย่อย เช่น บริการตรวจสอบตัวตน บริการจัดการข้อมูลผู้ใช้ เป็นต้น
- การจัดการแอปพลิเคชันที่รองรับผู้ใช้หลายประเภท: เช่น ระบบอีคอมเมิร์ซที่ต้องรองรับทั้งผู้ใช้ทั่วไปและแอปพลิเคชันที่เป็น Partner สามารถกำหนดสิทธิ์และการเข้าถึงได้แตกต่างกันผ่าน API Gateway เพื่อควบคุมการเข้าถึง
- การจัดการทราฟฟิกในระบบที่มีปริมาณการเข้าถึงสูง: เช่น บริการที่ใช้ในแอปพลิเคชันแบบ SaaS (Software as a Service) API Gateway จะช่วยกระจายโหลดและควบคุมปริมาณการเข้าถึง
API Gateway เป็นส่วนสำคัญในระบบ Microservices ที่ช่วยจัดการการสื่อสารระหว่างผู้ใช้และบริการต่างๆ ภายในระบบ ทำให้การจัดการการเข้าถึงมีความปลอดภัย และระบบมีความเป็นระเบียบและสามารถปรับแต่งตามความต้องการได้ เช่น การควบคุมการเข้าถึง การแปลงข้อมูล การจัดการการแคชและการกระจายโหลด การใช้ API Gateway ช่วยให้การจัดการระบบขนาดใหญ่ที่มีหลายบริการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
# สุปการนำเอาเทคโนโลยี Container, Docker, Microservices และ API Gateway มาใช้ในการพัฒนาระบบ
การใช้ Docker Containers, Microservices, และ API Gateway เป็นแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชันในยุคปัจจุบันเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมสูงมาก เนื่องจากมันช่วยปรับปรุงในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่อง ประสิทธิภาพ, ความทันสมัย, และ ความปลอดภัย นี่คือการสรุปข้อดีของการใช้แนวทางเหล่านี้:
1. **ประสิทธิภาพ (Performance)**
- Docker Containers: การใช้ Docker ช่วยให้การพัฒนาและการดำเนินงานสามารถแยกกันได้ชัดเจนระหว่างบริการต่างๆ ทำให้สามารถประมวลผลแยกกันได้ดี การจัดการกับ resource และการขยายขนาด (scaling) ทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เนื่องจาก containers สามารถทำงานได้บนเครื่องหลายเครื่องหรือหลายสภาพแวดล้อมได้โดยไม่ต้องแก้ไขโค้ด
- Microservices: การแบ่งแอปพลิเคชันออกเป็น Microservices ช่วยให้สามารถพัฒนาและปรับปรุงบริการแต่ละตัวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องปรับแก้ระบบทั้งหมด ระบบสามารถขยายได้ตามความต้องการ (elastic scaling) และรองรับการทำงานในหลายภูมิภาคหรือเซิร์ฟเวอร์
- API Gateway: ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดการการเรียกใช้งานบริการต่างๆ ของ Microservices ช่วยลดภาระการจัดการการเชื่อมต่อที่ซับซ้อนระหว่าง microservices และช่วยเพิ่มความเร็วในการประมวลผลการเรียก API รวมถึงสามารถปรับแต่งการใช้ API ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. **ความทันสมัย (Modernization)**
- การใช้ Docker และ Microservices ช่วยให้การพัฒนาระบบสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ง่าย เพราะแต่ละ Microservice สามารถใช้เทคโนโลยีหรือเวอร์ชันที่ต่างกันได้ตามความเหมาะสม
- API Gateway ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างบริการต่างๆ สามารถทำได้ในลักษณะของ "Single Entry Point" ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดการและบำรุงรักษาระบบ
- แนวทางเหล่านี้ช่วยให้นักพัฒนาสามารถใช้ CI/CD (Continuous Integration / Continuous Deployment) เพื่ออัพเดทระบบได้บ่อยและสะดวก ทำให้สามารถนำเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ๆ มาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
3. **ความปลอดภัย (Security)**
- Docker: Docker ช่วยแยกแต่ละบริการใน containers ทำให้การจัดการสิทธิ์การเข้าถึงหรือการใช้งานระบบสามารถทำได้ดีขึ้น ถ้าเกิดการเจาะระบบใน container หนึ่งก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลใน container อื่นได้ทันที
- Microservices: การแยกบริการออกเป็น Microservices ช่วยจำกัดการเข้าถึงข้อมูลและลดการเสี่ยงจากการโจมตีแบบ "single point of failure" เนื่องจากระบบแยกออกเป็นส่วนๆ ที่สามารถควบคุมการเข้าถึงได้อย่างชัดเจน
- API Gateway: API Gateway ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูลและการเข้าถึง APIs ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมการเข้าถึงด้วยการใช้งานเช่นการพิสูจน์ตัวตน (Authentication), การอนุญาต (Authorization), การป้องกันการโจมตี (Rate Limiting), และการตรวจสอบความปลอดภัย (Security Auditing)
การใช้ Docker Containers, Microservices, และ API Gateway ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพ ในการพัฒนาและการขยายระบบ แต่ยังช่วยในการทำให้ระบบมีความ ทันสมัย และสามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งสามารถรักษาความ ปลอดภัย ของระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาปรับใช้ในการพัฒนาระบบทำให้การสร้างแอปพลิเคชันที่มีความยืดหยุ่นสูง, ปรับขยายได้ตามต้องการ และตอบสนองต่อความปลอดภัยในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี
# ขั้นตอนการติดตั้งระบบ
2024-11-12 13:43:48 +07:00
เอกสารสำหรับการติดตั้งระบบของ BMA HRMS โปรแกรมในยุคปัจจุบันจะทำงานบนเทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ เพื่อยืดหยุ่นในการทำงาน ตั้งแต่การพัฒนา ทดสอบและ ใช้งานจริง (Production) จำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานการทำงาน Docker เสียก่อน ก็จะสามารถจัดการบริการเพิ่มเติมที่จะเกิดขึ้นอนาคต เนื่องจากการใช้งานเป็นรูปแบบเดียวกัน นอกจากการใช้งานผ่านคำสั่งแล้วสามารถใช้ Portainer ในการจัดการผ่าน Web UI ได้ การติดตั้งจะอยู่ในเอกสารนี้
![Network Diagram](images/buildanddeploy/build-network-diagram.png)
2024-06-24 18:09:51 +07:00
## ติดตั้ง Docker
2024-11-11 10:47:04 +07:00
Docker คอนเทนเนอร์สามารถเรียนรู้ ตั้งค่า ดูแล รักษาได้ง่ายและรวดเร็ว รองรับการขยายตัว สามารถเพิ่มคลัสเตอร์ได้ง่าย และสามารถปรับเปลี่ยนเป็น Kubernates ได้ในอนาคต
2024-11-12 13:43:48 +07:00
สำหรับเอกสารนี้จะเป็นการติดตั้ง Docker บน debian 12 สำหรับบนวินโดว์(เพื่อการทดสอบเท่านั้น)ให้ติดตั้งบน WSL2 หรือใช้ Linux VM
การติดตั้งโดยละเอียดดูได้จาก [คู่มือในเวปของ Docker](https://docs.docker.com/engine/install/debian/) วิธีการติดตั้งแบบย่อผ่าน
2024-11-11 10:47:04 +07:00
[convenience script](https://docs.docker.com/engine/install/debian/#install-using-the-convenience-script) ทำตามวิธีการนี้
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
sudo apt install curl
curl -fsSL https://get.docker.com -o get-docker.sh
sudo sh get-docker.sh
sudo usermod -aG docker user_name
sudo usermod -aG sudo user_name
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-12 13:43:48 +07:00
แทน user_name ด้วยยูสเซอร์ที่ใช้ดูแลระบบ ในตัวอย่างจะให้อยู่ในกรุป docker และ sudo เพื่อให้มีสิทธิ์ในจัดการ service และไฟล์ที่เกิดจาก docker
2024-06-28 17:18:08 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
## คำสั่ง Docker พื้นฐาน
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
คำสั่งพื้นฐานของ docker ที่ใช้
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
docker ps # ดูรายการคอนเทนเนอร์ที่รันอยู่ในระบบ
docker images # ดูรายการอิมเมจที่มีในระบบ
docker pull [image_name:tag] # ดึงอิมเมจมาในระบบ
docker network ls # แสดงรายการเน็ตเวิร์กของ docker
2024-11-12 13:43:48 +07:00
docker network create [network_name] # สร้างเน็ตเวิร์กของ docker
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
docker compose จะรันคอนเทนเนอร์ของ docker หลายๆตัวพร้อมกันได้ โดยดูการตั้งค่าจากไฟล์ compose.yaml หรือ docker-compose.yaml
2024-11-12 13:43:48 +07:00
ที่อยู่ในโฟลเดอร์ที่เรียกคำสั่ง ในการทำงานทั่วไปเพื่อที่จะให้ง่ายต่อการใช้งาน จะใช้ docker compose เป็นหลัก ซึ่งจะมีผลเฉพาะ service ที่เขียนไว้ในไฟล์ compose
2024-06-28 17:18:08 +07:00
2024-11-12 13:43:48 +07:00
คำสั่ง docker compose พื้นฐาน (ต้องมีไฟล์ compose.yaml หรือ docker-compose.yaml ในโฟลเดอร์ที่เรียกคำสั่ง)
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
2024-11-12 13:43:48 +07:00
docker compose ps # ดูรายการ service ที่ทำงานอยู่
docker compose up -d # เรียกทุก service ขึ้นมาทำงาน
docker compose up -d [service_name] # เรียกเฉพาะ serfvice ที่ต้องการขึ้นมาทำงาน
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-12 13:43:48 +07:00
โฟลเดอร์ที่ใช้เริ่มต้นสร้างโปรแกรม บริการต่างๆในหัวข้อต่อๆไปจะสร้างภายใต้ ~/docker/hrms และใช้เน็ตเวิร์กชื่อ hrms ในการสื่อสารระหว่างกัน ทำให้สามารถเรียกใช้ชื่อ service แทน IP Address ได้เหมือนมี DNS ภายใน
2024-11-12 13:43:48 +07:00
```sh
docker network create hrms # สร้างเน็ตเวิร์ก hrms
mkdir -p ~/docker/hrms # สร้างโฟลเดอร์
cd ~/docker/hrms # เข้าไปในโฟลเดอร์
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```
ทดสอบการทำงานของ docker ให้สร้างโฟลเดอร์ simple-web มีไฟล์ compose.yaml สร้างโฟลเดอร์ html แล้วสร้างไฟล์ html/index.html ในโฟลเดอร์นั้นพร้อมเนื้อหาเรียกคำสั่ง docker compose up -d
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
mkdir -p simple-web/html
cd simple-web
2024-11-12 13:43:48 +07:00
nano compose.yaml # สร้างไฟล์ compose
nano html/index.html # สร้างหน้าเวปสำหรับทดสอบ
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
ไฟล์ compose.yaml
2024-11-12 13:43:48 +07:00
เป็นตัวอย่างแบบง่ายเพื่อใช้งาน nginx เป็นเวปเซิร์ฟเวอร์ ที่พอร์ต 9082 บนเครื่องโฮส ถ้าไม่สั่งหยุดการทำงาน nginx จะเริ่มตัวเองเองถ้าโฮสเปิดขึ้นเครื่องใหม่ ทำงานในเน็ตเวิร์ก hrms การใช้งานใช้เว็บบราวเซอร์ไปที่ http://IP:9082
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```yaml
2024-06-28 17:18:08 +07:00
services:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
web:
image: nginx
2024-06-28 17:18:08 +07:00
volumes:
- ./html:/usr/share/nginx/html:ro
2024-11-11 10:47:04 +07:00
ports:
- "9082:80"
2024-11-11 10:47:04 +07:00
restart: unless-stopped
2024-06-28 17:18:08 +07:00
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
hrms:
2024-06-28 17:18:08 +07:00
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
hrms:
2024-06-28 17:18:08 +07:00
external: true
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
## Services
การออกแบบใช้สถาปัตยกรรม Microservice จะประกอบจากหลาย Service เพื่อความเป็นระเบียบจะแบ่งไว้สามโฟลเดอร์ apisix(API Gateway), bmahrms-service(3rd Party service), bmahrms(HRMS services)
2024-11-12 13:43:48 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
mkdir -P apisix
mkdir -p bmahrms-service/{edm_config,elasticsearch_config,init_mysql,keycloak_config,report-server-templates}
ืืmkdir -p bmahrms-service/report-server-templates/{docx,xlsx}
mkdir -p bmahrms
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-12 13:43:48 +07:00
### APISIX (API Gateway)
ทำหน้าที่จัดการ https, limit, security, load balance,reverse proxy, และ route ใน Microservice ก่อนใช้งานให้ตั้งค่าโดเมนกับ Public IP ให้เรียบร้อยแล้ว Forward Port 80/443 มาที่เครื่องนี้
การตั้งค่าต่างๆจะทำผ่าน Web API ในตัวอย่างจะใช้ curl
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
mkdir -p apisix/apisix_conf/
nano apisix/apisix_conf/config.yaml # configuration
nano apisix/compose.yaml # compose file
docker compose up -d
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
apisix/apisix_conf/config.yaml เป็นไฟล์คอนฟิกของ APISIX แก้ค่า put_admin_api_key_here, allow_admin ให้เหมาะสม
2024-06-28 17:18:08 +07:00
```yaml
2024-11-11 10:47:04 +07:00
apisix:
node_listen: 9080 # APISIX listening port
2024-11-11 10:47:04 +07:00
enable_ipv6: false
enable_control: true
control:
ip: "0.0.0.0"
port: 9092
deployment:
admin:
allow_admin: # https://nginx.org/en/docs/http/ngx_http_access_module.html#allow
- 0.0.0.0/0 # We need to restrict ip access rules for security. 0.0.0.0/0 is for test.
2024-11-11 10:47:04 +07:00
admin_key:
- name: "admin"
key: put_admin_api_key_here
role: admin # admin: manage all configuration data
2024-11-11 10:47:04 +07:00
etcd:
host: # it's possible to define multiple etcd hosts addresses of the same etcd cluster.
- "http://etcd:2379" # multiple etcd address
prefix: "/apisix" # apisix configurations prefix
timeout: 30 # 30 seconds
2024-11-11 10:47:04 +07:00
plugin_attr:
prometheus:
export_addr:
ip: "0.0.0.0"
port: 9091
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-12 13:43:48 +07:00
apisix/compose.yaml จะมีสอง service ตัว apisix จะเป็นโปรแกรมหลัก ส่วน etcd ฐานข้อมูลแบบกระจายตัว ใช้สำหรับเก็บการตั้งค่าของ apisix
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```yaml
services:
apisix:
image: apache/apisix:${APISIX_IMAGE_TAG:-3.9.0-debian}
restart: always
environment:
- TZ=Asia/Bangkok
volumes:
- ./apisix_conf/config.yaml:/usr/local/apisix/conf/config.yaml:ro
depends_on:
- etcd
ports:
- "9180:9180/tcp"
- "80:9080/tcp"
- "9091:9091/tcp"
- "443:9443/tcp"
- "9092:9092/tcp"
networks:
hrms:
apisix:
etcd:
image: bitnami/etcd:3.5.11
restart: always
volumes:
- etcd_data:/bitnami/etcd
environment:
ETCD_ENABLE_V2: "true"
ALLOW_NONE_AUTHENTICATION: "yes"
ETCD_ADVERTISE_CLIENT_URLS: "http://etcd:2379"
ETCD_LISTEN_CLIENT_URLS: "http://0.0.0.0:2379"
TZ: "Asia/Bangkok"
ports:
- "2379:2379/tcp"
networks:
apisix:
networks:
hrms:
external: true
apisix:
driver: bridge
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
volumes:
etcd_data:
driver: local
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
วิธีการติดตั้ง certificate(HTTPS) เนื่องจากของ \*bangkok.go.th มี intermediate certificate
ให้นำ root CA รวมกับ intermediate เพื่อให้พร้อมใช้งาน การตั้งค่า APISIX จะทำผ่าน Web API ใช้ curl และ api-key ที่ตั้งไว้
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
2024-11-12 13:43:48 +07:00
# รวม intermediate เข้ากับ certificate หลัก
2024-11-11 10:47:04 +07:00
cat star_bangkok.go.th_2024.crt 'GeoTrust TLS RSA CA G1.crt' > star_bangkok.go.th_2024.ca-bundle
2024-11-12 13:43:48 +07:00
# ตั้งค่าใน APISIX
2024-11-11 10:47:04 +07:00
curl http://127.0.0.1:9180/apisix/admin/ssls/1 \
-H 'X-API-KEY: put_admin_api_key_here' -X PUT -d '
{
"cert" : "'"$(cat star_bangkok.go.th_2024.ca-bundle)"'",
"key": "'"$(cat star_bangkok.go.th_2024.key)"'",
"snis": ["*.bangkok.go.th"]
}'
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
ถ้ามีการเซ็ต route ผ่าน APISIX สามารถทดสอบ ผ่าน curl ได้ด้วยคำสั่งนี้(การเซ็ตค่าจะอยู่ในหัวข้ออื่น)
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
curl https://bma-hrms-id.bangkok.go.th -vvv
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
### 3rd Party Service (bmahrms-service)
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-12 13:43:48 +07:00
โปรแกรมกลุ่มนี้ที่พัฒนาโดย 3rd Party หรือ Frappet ไม่ได้มีฟังก์ชั่นงานเจาะจงสำหรับ HRMS ถูกใช้โดยโปรแกรมของ HRMS(เช่นฐานข้อมูล,เวปเซิร์ฟเวอร์ ฯลฯ) จะแยกมาใส่โฟลเดอร์ bmahrms-service
2024-11-11 10:47:04 +07:00
การติดตั้งให้นำ compose.yaml และ คอนฟิกมาใส่โฟลเดอร์ bmahrms-service ให้เรียบร้อยก่อนใช้งาน สร้างโฟลเดอร์แต่ละ servie ทำดังนี้
- Keycloak(bmahrms-postgres bmahrms-id) เซิร์ฟเวอร์สำหรับจัดการยูสเซอร์และการ Authentication ในระบบ
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- MySQL(bmahrms-mysql) เป็นฐานข้อมูลของระบบ
2024-11-12 13:43:48 +07:00
- MiniO(bmahrms-s3) เป็น Object Storage แบบเดียวกับ AWS s3 ใช้สำหรับเก็บไฟล์ มีประสิทธิ์ภาพสูงสามารถรับโหลดหนัก มีความปลอดภัยกว่าเก็บด้วยระบบไฟล์ทั่วไป สามารถขยายเพิ่มได้ในอนาคต ถูกใช้ในหลายระบบที่ต้องการเก็บไฟล์
- Windmill รันเวิร์กโฟลว์การทำงานอัตโนมัติจากสคริปต์ หลักๆใช้เพื่อรันตัวสำรองข้อมูล
- Portainer(bmahrms-portainer) ระบบจัดการ container มี UI ใช้งานง่าย สามารถใช้แทนคำสั่ง docker ได้
- RabbitMQ(bmahrms-mq) ระบบจัดคิวในการสือสารใน Microservice มีความน่าเชื่อถือสูง สามารถรับโหลดหนักๆในช่วงเวลาสั้นๆได้ โดยไม่ต้องเพิ่มทรัพยากรโดยไม่จำเป็น เช่นระบบการลงเวลา
- Frappet Report Server(bmahrms-report-server) ใช้สำหรับสร้างรายงานจากเอกสารต้นแบบ ออกแบบเองได้ในรูปของ ไฟล์ docx และ xlsx เอกสารที่สร้างสามารถส่งออกเป็น docx, xlsx, pdf ได้
- Frappet EDM ใช้สำหรับจัดการเอกสารที่ปลอดภัยรองรับโหลดจำนวนมากได้ จะมีระบบย่อยเบื้องหลังหลายตัว (bmahrms-edm,bmahrms-elasticsearch,bmahrms-kibana,bmahrms-mq)
2024-06-24 18:09:51 +07:00
docker/bmahrms-service/compose.yaml ให้แก้ตัวแปรให้เหมาะสมตาม
2024-06-28 17:18:08 +07:00
```yaml
2024-11-11 10:47:04 +07:00
networks:
hrms:
external: true
#clear all volume: docker volume rm $(docker volume ls -q | grep bmahrms-service)
# clear one volume docker volume rm bmahrms-service_mysql_data
volumes:
keycloak_data:
minio_data: {}
rabbitmq_data:
elasticsearch_data:
postgres_data:
mysql_data:
kibana_data:
services:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
bmahrms-id:
image: quay.io/keycloak/keycloak:22.0.0
restart: unless-stopped
env_file: "service.env"
depends_on:
- bmahrms-postgres
volumes:
- /etc/localtime:/etc/localtime:ro
- keycloak_data:/opt/keycloak/data
- ./keycloak_config:/keycloak_config:ro
command:
- start-dev
- --features=token-exchange
- --https-certificate-file=/keycloak_config/keycloak.crt
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- --https-certificate-key-file=/keycloak_config/keycloak.pem
- --http-enabled=true
networks:
- hrms
bmahrms-postgres:
image: postgres:15.3
restart: unless-stopped
env_file: "service.env"
2024-11-11 10:47:04 +07:00
volumes:
- postgres_data:/var/lib/postgresql/data
networks:
- hrms
bmahrms-s3:
image: minio/minio:RELEASE.2024-07-16T23-46-41Z
env_file: "service.env"
# mem_limit: "1g"
restart: unless-stopped
command: server --console-address ":9001"(bmahrms-postgres bmahrms-id) /data
volumes:
- minio_data:/data
networks:
- hrms
bmahrms-mq:
image: rabbitmq:3-management-alpine
env_file: "service.env"
mem_limit: "1g"
restart: unless-stopped
environment:
- TZ=Asia/Bangkok
- RABBITMQ_DEFAULT_USER=admin
- RABBITMQ_DEFAULT_PASS=MQ_PASSWORD
ports:
- 5672:5672
# - 9122:15672 # UI
volumes:
- rabbitmq_data:/var/lib/rabbitmq/
networks:
- hrms
bmahrms-mysql:
2024-06-24 18:09:51 +07:00
image: mysql:8.0.17
2024-11-11 10:47:04 +07:00
env_file: "service.env"
command: ["--max_connections=5000"]
2024-06-24 18:09:51 +07:00
restart: unless-stopped
ports:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- "9123:3306"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
volumes:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- mysql_data:/var/lib/mysql
2024-06-24 18:09:51 +07:00
- ./init_mysql:/docker-entrypoint-initdb.d/:ro
2024-11-11 10:47:04 +07:00
networks:
- hrms
bmahrms-report-server:
image: docker.frappet.com/demo/report-server:latest
2024-06-24 18:09:51 +07:00
restart: unless-stopped
2024-11-11 10:47:04 +07:00
mem_limit: 1000m
volumes:
- ./report-server-templates:/app/templates
networks:
- hrms
bmahrms-elasticsearch:
image: docker.frappet.com/core/elasticsearch-icu:8.14.3
env_file: "service.env"
2024-11-11 10:47:04 +07:00
mem_limit: "4g"
volumes:
- elasticsearch_data:/usr/share/elasticsearch/data
- ./elasticsearch_config/config.yaml:/usr/share/elasticsearch/config/elasticsearch.yml
restart: unless-stopped
# disable ulimits for Proxmox LXC
# ulimits:
# memlock:
# soft: -1
# hard: -1
networks:
- hrms
bmahrms-kibana:
image: docker.elastic.co/kibana/kibana:8.14.3
env_file: "service.env"
2024-11-11 10:47:04 +07:00
depends_on:
- bmahrms-elasticsearch
volumes:
- kibana_data:/usr/share/kibana/data
2024-06-24 18:09:51 +07:00
ports:
- 2130:5601
2024-11-11 10:47:04 +07:00
restart: always
networks:
- hrms
bmahrms-edm:
image: docker.frappet.com/edm/core
restart: unless-stopped
2024-06-24 18:09:51 +07:00
volumes:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- ./edm_config/keycloak.json:/app/static/keycloak.json:ro
2024-06-24 18:09:51 +07:00
environment:
2024-11-12 13:43:48 +07:00
- PUBLIC_KEY=REALMS_PUBLIC_KEY
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- REALM_URL=https://bma-hrms-id.bangkok.go.th/realms/EDM
- PREFERRED_AUTH=online
- MANAGEMENT_ROLE=doc-management
- MINIO_HOST=bmahrms-s3.bangkok.go.th
- MINIO_PORT=443
- MINIO_SSL=true
- MINIO_ACCESS_KEY=dIYTJ2nXmD9cDln7yrwE
- MINIO_SECRET_KEY=pENPrGWpkngbLHnPBBh0dp2BoMQL5KZH60MucN6I
# Bucket notification event needed to be configured
# Can use prepare script to create bucket
- MINIO_BUCKET=edm
- ELASTICSEARCH_PROTOCOL=http
- ELASTICSEARCH_HOST=bmahrms-elasticsearch
- ELASTICSEARCH_PORT=9200
# Can use prepare script
- ELASTICSEARCH_INDEX=edm-index
- AMQ_URL=amqp://admin:admin123456@bmahrms-mq:5672
- AMQ_QUEUE=edm
- NODE_TLS_REJECT_UNAUTHORIZED=false
extra_hosts:
- bma-hrms-id.bangkok.go.th:192.168.2.101
depends_on:
- bmahrms-postgres
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
networks:
- hrms
bmahrms-portainer:
image: portainer/portainer-ce:2.20.3
volumes:
- portainer_data:/data
- /var/run/docker.sock:/var/run/docker.sock
2024-06-24 18:09:51 +07:00
restart: unless-stopped
2024-11-11 10:47:04 +07:00
networks:
- hrms
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
รันคำสั่งดังนี้ในตัวอย่างเรียกใช้งาน Keycloak จะใช้ 2 service ตัวอย่างนี้จะเรียกใช้ฐานข้อมูลแล้วค่อยเรียกใช้โปรแกรม keycloak
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
docker compose up -d bmahrms-postgres
2024-11-11 10:47:04 +07:00
docker compose up -d bmahrms-id
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
### BMA HRMS Service
ระบบที่พัฒนาเพื่อ HRMS โดยเฉพาะ จะมี 3 ไฟล์
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- be.env ค่าคอนฟิกของ Backend
- fe.env ค่าตอนฟิกของ Frontend
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- compose.yaml คอนฟิกของ Docker
โปรแกรม Frntend เป็นส่วนของหน้าเวปเพื่อใช้งาน
- bmahrms เว็บไซต์สำหรับ Officer
- bmahrms-user เว็บไซต์ ระบบบริการเจ้าของข้อมูล
- bmahrms-admin ระบบ Admin
- bmahrms-checkin เว็บไซต์ ระบบลงเวลา
- bmahrms-publish เว็บไซต์ เผยแพร่ผลงาน
- bmahrms-candidate-register เว็บไซต์สำหรับรับสมัครสอบคัดเลือก
- bmahrms-qualifying-exam-cms เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลการสรรหาบุคคลของกรุงเทพมหานคร(CMS)
- bmahrms-manual ระบบคู่มือ
- bmahrms-faq เว็บไซต์ FAQ
- bmahrms-logs-n-backup Backup and Logs
โปรแกรม Backend ถูกเรียกใช้โดย Frontend อีกที
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- bmahrms-report
- bmahrms-recruit
- bmahrms-insignia
- bmahrms-recruit-exam
- bmahrms-org-employee
- bmahrms-placement
- bmahrms-retirement
- bmahrms-report-v2
- bmahrms-probation
- bmahrms-command
- bmahrms-discipline
- bmahrms-evaluation
- bmahrms-leave
- bmahrms-org
- bmahrms-salary
- bmahrms-development
- bmahrms-kpi
docker/bmahrms/fe.env แก้ตัวแปร VITE_CLIENTSECRET_KEYCLOAK KC_SERVICE_ACCOUNT_SECRET
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```
# Frontend Global
TZ=Asia/Bangkok
VITE_COMPETITIVE_EXAM_PANEL=https://bma-hrms-dashboard.bangkok.go.th/goto/KO0GpSu4z?orgId=1
VITE_QUALIFY_DISABLE_EMAM_PANEL=https://bma-hrms-dashboard.bangkok.go.th/goto/dQQzpIX4z?orgId=1
VITE_QUALIFY_EXAM_PANEL=https://bma-hrms-dashboard.bangkok.go.th/goto/cj1ZtIX4z?orgId=1
VITE_S3CLUSTER_PUBLIC_URL=https://bma-hrms-s3.bangkok.go.th/bma-ehr-fpt/organization/strueture/
VITE_REALM_KEYCLOAK=bma-ehr
VITE_URL_KEYCLOAK=https://bma-hrms-id.bangkok.go.th
VITE_CLIENTID_KEYCLOAK: "gettoken"
VITE_CLIENTSECRET_KEYCLOAK: put_client_secret_keycloak_here
VITE_API_REPORT_URL=https://bma-hrms.bangkok.go.th/api/v1/report-template
# เผยแพร่ผลงาน
VITE_API_PUBLISH_URL=https://bma-hrms-publish.bangkok.go.th
# Admin
2024-11-11 10:47:04 +07:00
VITE_API_URI_CONFIG=https://bma-hris.bangkok.go.th/api/v1
KC_URL=https://bma-hrms-id.bangkok.go.th
KC_REALM=bma-ehr
KC_SERVICE_ACCOUNT_CLIENT_ID=bma-ehr-dev
KC_SERVICE_ACCOUNT_SECRET=put_service_account_secret_here
MANAGEMENT_ROLE=storage_management
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
docker/bmahrms/be.env แก้ค่าของ DB_PASSWORD,AUTH_PUBLIC_KEY, MINIO_KEY, MINIO_SECRET, STORAGE_SECRET,KC_SERVICE_ACCOUNT_SECRET,REDIS_HOST,KEYCLOAK_KEY,AUTH_PUBLIC_KEY, PUBLIC_KEY
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```
# Backend Global
TZ=Asia/Bangkok
ASPNETCORE_ENVIRONMENT=Development
APP_HOST=0.0.0.0
APP_PORT=80
HOST=0.0.0.0
PORT=80
DB_HOST=bmahrms-mysql
DB_PORT=3306
DB_USERNAME=root
DB_NAME=bma_ehr_organization_demo
2024-11-11 10:47:04 +07:00
DB_PASSWORD=DB_PASSWORD
AUTH_REALM_URL=https://bmahrms-id.bangkok.go.th/realms/bma-ehr
AUTH_PUBLIC_KEY=MIIBIjANBgkqhkiG9w0BAQEFAAOCAQ8AMIIBCgKCAQEAkOrQxwoFeJE5TPXeSGL8IRDYVEL1OzmBuywNAzsL9vdcDUrjRA+Ocfp1pwLxXbNPacIgVmP1G+Cf3Steyp5ZeYAGL3u/MRHhUZA1tRbJ9sT+i/JzubmJCs9uF2pV9dLyT6kP7ZjKXmFBzHcXTS/GZMRtz8HZjB6ZzegFtV2oIrQq4+zo4BlzIAI6vaZfKn/JrTjJEbti0RQcqWfIldE918SQvZHzi3Upgn+OBopSRCrF7z3a7FEjYI1Vny42f5dBUcAmDDxOKqoJN09ArYchWkiDGvfpVarsclodptAGKwLuIDwDm9T9cnBUcBzWKNkwpQD3LvydOFVJRBqHAOrfEQIDAQAB
AUTH_PREFERRED_MODE=online
API=https://bma-hrms.bangkok.go.th/api/v1/
SECRET_KEY=put_secret_key_here
MINIO_HOST=https://bmahrms-s3.bangkok.go.th
MINIO_PORT=9000
MINIO_ACCESS_KEY=MINIO_KEY
MINIO_SECRET_KEY=MINIO_SECRET
MINIO_BUCKET=bma-ehr-fpt
API_URL=https://bmahrms.bangkok.go.th/api/v1
STORAGE_URL=https://bmahrms-edm.bangkok.go.th/api
STORAGE_REALM_URL=https://edm-id.bangkok.go.th/realms/EDM
STORAGE_SECRET=put_storage_secret_here
KC_URL=https://bmahris-id.bangkok.go.th
KC_REALM=bma-ehr
KC_SERVICE_ACCOUNT_CLIENT_ID=bma-ehr-dev
KC_SERVICE_ACCOUNT_SECRET=put_account_secret_here
MANAGEMENT_ROLE=storage_management
REDIS_HOST=192.168.1.81
REDIS_PORT=6379
KEYCLOAK_URL=https://bma-hrms-id.bangkok.go.th/realms/bma-ehr
KEYCLOAK_KEY=CNnpzJkwbk7jvI5Lb6gP5_Ok0WpDJJ50Mn0aD55Bd5E
KEYCLOAK_REALM=bma-ehr
PUBLIC_KEY=MIIBIjANBgkqhkiG9w0BAQEFAAOCAQ8AMIIBCgKCAQEAvYg0ZJvH6HgNOzyPp7PCvY3bJwD9WdsNn6gZbuvIfqJQZ8iSH1t0p3fgODO/fqwcj9UFeh1bVFOSjuW+JpnPehROqzt81KNl9zLLNXoN4LimReQHaMM3dU7DCbRylgVCouIDvObyjg8G+Cy5lZvFKWym/DPwGVpSdbvDZJ83qxq2dp7GJXS8PhOvA+MB1K009/jW5pBTUwNArLjoFccr+gIYIiOJDg2rYyIF3fDkwyWkuxr6xRt10+BRJytselwy/18kbDuJxVPaapdgTXI6wLzx7HWcDk30n5EvhJEumnIPpRst8gucqNYmB4MH+vsyoxV5WLuO3qmVRzFbtAppRQIDAQAB
REALM_URL=https://bmahrms-id.bangkok.go.th/realms/bma-ehr
PREFERRED_MODE=online
PREFERRED_AUTH=online
ELASTICSEARCH_PROTOCOL=http
ELASTICSEARCH_HOST=bmahrms-elasticsearch
ELASTICSEARCH_PORT=9200
ELASTICSEARCH_INDEX=bma-ehr-log-index
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
docker/bmahrms/compose.yaml
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```yaml
networks:
hrms:
external: true
services:
# Start Frontend Section
# เว็บไซต์สำหรับ Officer
bmahrms:
container_name: bmahrms
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-app:latest
restart: always
env_file: "fe.env"
ports:
- "6021:80"
networks:
- hrms
# เว็บไซต์สำหรับรับสมัครสอบคัดเลือก
bmahrms-candidate-register:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-recruit-exam:latest
container_name: bmahrms-candidate-register
env_file: "fe.env"
restart: always
2024-06-24 18:09:51 +07:00
environment:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
VITE_API_URI_CONFIG: "https://bmahrms.bangkok.go.th/api"
VITE_CLIENTID_KEYCLOAK: "bma-ehr-exam-vue3"
ports:
- "6022:80"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- hrms
# เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลการสรรหาบุคคลของกรุงเทพมหานคร(CMS)
# CMS ระบบสมัครสอบ
bmahrms-qualifying-exam-cms:
image: docker.frappet.com/demo/qualifying-exam-cms:latest
container_name: bmahrms-qualifying-exam-cms
restart: always
env_file: "fe.env"
ports:
- "6023:80"
environment:
API_CMS_URL: "https://bmahrms.bangkok.go.th/api/v1/cms"
API_QUALIFYING_URL: "https://bmahrms.bangkok.go.th/api/v1/cms"
API_COMPETITIVE_URL: "https://bmahrms.bangkok.go.th/api/v1/recruit"
PUBLIC_URL_REGISTER_QUALIFY_EXAM: "https://bmahrms-apply.bangkok.go.th"
networks:
- hrms
# ระบบคู่มือ
bmahrms-manual:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-manual:latest
container_name: bmahrms-manual
restart: always
env_file: "fe.env"
ports:
- "6024:80"
networks:
- hrms
# เว็บไซต์ ระบบบริการเจ้าของข้อมูล
bmahrms-user:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-user:latest
container_name: bmahrms-user
restart: always
env_file: "fe.env"
ports:
- "6025:8087"
networks:
- hrms
# เว็บไซต์ ระบบลงเวลา
bmahrms-checkin:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-checkin:latest
container_name: bmahrms-checkin
restart: always
env_file: "fe.env"
ports:
- "6026:80"
networks:
- hrms
# เว็บไซต์ เผยแพร่ผลงาน
bmahrms-publish:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-publish:latest
container_name: bmahrms-publish
restart: always
env_file: "fe.env"
ports:
- "6027:80"
environment:
VITE_API_URI_CONFIG: "https://bmahrms.bangkok.go.th/api/v1"
VITE_API_PUBLISH_URL: "https://bmahrms.bangkok.go.th/api/v1/evaluation"
networks:
- hrms
# เว็บไซต์ FAQ
bmahrms-faq:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-faq:latest
container_name: bmahrms-faq
restart: always
env_file: "fe.env"
ports:
- "6028:80"
networks:
- hrms
# ระบบ Admin
bmahrms-admin:
container_name: bmahrms-admin
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-admin:latest
env_file: "fe.env"
restart: always
ports:
- "6029:8086"
environment:
VITE_CLIENTID_KEYCLOAK: "HRIS_ADMIN"
VITE_API_URI_CONFIG: "https://bma-hrms.bangkok.go.th/api/v1"
KC_REALM: "bma-ehr"
KC_SERVICE_ACCOUNT_CLIENT_ID: "bma-ehr-dev"
KC_SERVICE_ACCOUNT_SECRET: "f2mp7Xj4nz6gbgITve9J7AHXZI8dRhOd"
MANAGEMENT_ROLE: "storage_management"
networks:
- hrms
# Backup and Logs
bmahrms-logs-n-backup:
container_name: bmahrms-logs-n-backup
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-log-backup:latest
restart: always
env_file: "fe.env"
ports:
- 6030:3000
2024-06-24 18:09:51 +07:00
environment:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- KC_REALM_URL=https://bma-hrms-id.bangkok.go.th/realms/bma-ehr
- ELASTICSEARCH_PROTOCOL=http
- ELASTICSEARCH_HOST=192.168.1.40
- ELASTICSEARCH_PORT=9200
- ELASTICSEARCH_INDEX=bma-ehr-log-dotcom-index
- APP_HOST=0.0.0.0
- APP_PORT=3000
- WINDMILL_URL=http://host.docker.internal:20001
- WINDMILL_WORKSPACE=bma-ehr
- WINDMILL_BACKUP_FLOW_PATH=f/flow/full_backup_s3_mysql
- WINDMILL_RESTORE_FLOW_PATH=f/flow/full_restore_s3_mysql
- WINDMILL_BACKUP_DELETE_SCRIPT_PATH=f/flow/delete_backup_s3_mysql
- WINDMILL_BACKUP_LIST_SCRIPT_PATH=f/flow/list_backup_s3_mysql
- WINDMILL_API_KEY=I843JmwwcRKouMnE1DkTBRjiKl6yzkXM
- DB_HOST="bma-mysql-ehr"
- DB_PORT=3306
- DB_USERNAME=root
- DB_PASSWORD=adminVM123
- DB_LIST=bma_ehr,bma_ehr_development,bma_ehr_discipline,bma_ehr_evaluation,bma_ehr_exam,bma_ehr_history,bma_ehr_kpi,bma_ehr_leave,bma_ehr_organization,bma_ehr_probation,bma_ehr_salary,bma_ehr_support,bma_recruit
- MAIN_MINIO_USE_SSL=true
- MAIN_MINIO_HOST=bma-hrms-s3.bangkok.go.th
- MAIN_MINIO_PORT=443
- MAIN_MINIO_ACCESS_KEY=put_minio_access_key_here
- MAIN_MINIO_SECRET_KEY=put_minio_secret_key_here
- MAIN_MINIO_BUCKET=bma-ehr-fpt
- BACKUP_MINIO_USE_SSL=true
- BACKUP_MINIO_HOST=bma-hrms-s3.bangkok.go.th
- BACKUP_MINIO_PORT=443
- BACKUP_MINIO_ACCESS_KEY=put_backup_minio_access_key_here
- BACKUP_MINIO_SECRET_KEY=put_backup_minio_secret_key_here
- BACKUP_MINIO_BUCKET=bma-ehr-fpt-backup-dotcom
extra_hosts:
- host.docker.internal:host-gateway
2024-06-24 18:09:51 +07:00
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- hrms
# End Frontend Section
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
# Start Backend Section
bmahrms-report:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-report-service:latest
container_name: bmahrms-report
env_file: "be.env"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
restart: always
# ports:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
# - "7020:80"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
volumes:
- ./wwwroot:/app/wwwroot
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- ./appsettings-report.json:/app/appsettings.json
- ./appsettings-report.json:/app/appsettings.Development.json
2024-06-24 18:09:51 +07:00
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- hrms
bmahrms-recruit:
container_name: bmahrms-recruit
2024-06-24 18:09:51 +07:00
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-recruit-service:latest
2024-11-11 10:47:04 +07:00
restart: always
env_file: "be.env"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
# ports:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
# - "7021:80"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
volumes:
- ./wwwroot:/app/wwwroot
- ./appsettings-recruit.json:/app/appsettings.json
- ./appsettings-recruit.json:/app/appsettings.Development.json
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- hrms
bmahrms-insignia:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-insignia-service:latest
container_name: bmahrms-insignia
restart: always
env_file: "be.env"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
# ports:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
# - "7022:80"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
volumes:
- ./wwwroot:/app/wwwroot
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.json
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.Development.json
2024-06-24 18:09:51 +07:00
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- hrms
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
bmahrms-recruit-exam:
2024-06-24 18:09:51 +07:00
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-recruit-exam-service:latest
2024-11-11 10:47:04 +07:00
container_name: bmahrms-recruit-exam
restart: always
env_file: "be.env"
# ports:
# - "7023:80"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
volumes:
- ./wwwroot:/app/wwwroot
- ./appsettings-recruit-exam.json:/app/appsettings.json
- ./appsettings-recruit-exam.json:/app/appsettings.Development.json
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- hrms
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
bmahrms-org-employee:
2024-06-24 18:09:51 +07:00
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-org-employee-service:latest
2024-11-11 10:47:04 +07:00
container_name: bmahrms-org-employee
restart: always
env_file: "be.env"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
# ports:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
# - "7024:80"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
volumes:
- ./wwwroot:/app/wwwroot
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.json
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.Development.json
2024-06-24 18:09:51 +07:00
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- hrms
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
bmahrms-placement:
2024-06-24 18:09:51 +07:00
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-placement-service:latest
2024-11-11 10:47:04 +07:00
container_name: bmahrms-placement
restart: always
env_file: "be.env"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
# ports:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
# - "7025:80"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
volumes:
- ./wwwroot:/app/wwwroot
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.json
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.Development.json
2024-06-24 18:09:51 +07:00
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- hrms
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
bmahrms-retirement:
2024-06-24 18:09:51 +07:00
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-retirement-service:latest
2024-11-11 10:47:04 +07:00
container_name: bmahrms-retirement
restart: always
env_file: "be.env"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
# ports:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
# - "7026:80"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
volumes:
- ./wwwroot:/app/wwwroot
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.json
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.Development.json
2024-06-24 18:09:51 +07:00
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- hrms
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
bmahrms-report-v2:
2024-06-24 18:09:51 +07:00
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-report-v2-service:latest
2024-11-11 10:47:04 +07:00
container_name: bmahrms-report-v2
restart: always
env_file: "be.env"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
# ports:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
# - "7027:80"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
volumes:
- ./wwwroot:/app/wwwroot
- ./appsettings-report-v2.json:/app/appsettings.json
- ./appsettings-report-v2.json:/app/appsettings.Development.json
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- hrms
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
bmahrms-probation:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-node-service:latest
container_name: bmahrms-probation
restart: always
env_file: "be.env"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
# ports:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
# - "7028:80"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
environment:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
DB_NAME: "bma_ehr_probation"
networks:
- hrms
bmahrms-command:
2024-06-24 18:09:51 +07:00
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-command-service:latest
2024-11-11 10:47:04 +07:00
container_name: bmahrms-command
restart: always
env_file: "be.env"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
# ports:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
# - "7029:80"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
volumes:
- ./wwwroot:/app/wwwroot
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.json
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.Development.json
networks:
- hrms
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
bmahrms-discipline:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-discipline-service:latest
container_name: bmahrms-discipline
restart: always
# env_file: "be.env"
# ports:
# - "7030:80"
volumes:
- ./wwwroot:/app/wwwroot
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.json
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.Development.json
2024-06-24 18:09:51 +07:00
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- hrms
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
bmahrms-evaluation:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-evaluation-service:latest
container_name: bmahrms-evaluation
2024-06-24 18:09:51 +07:00
restart: always
2024-11-11 10:47:04 +07:00
env_file: "be.env"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
# ports:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
# - "7031:80"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
environment:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
DB_NAME: "bma_ehr_evaluation"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- hrms
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
bmahrms-leave:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-leave-service:latest
container_name: bmahrms-leave
restart: always
env_file: "be.env"
# ports:
# - "7032:80"
volumes:
- ./wwwroot:/app/wwwroot
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.json
- ./appsettings-combine.json:/app/appsettings.Development.json
networks:
- hrms
bmahrms-org:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-org-service:latest
container_name: bmahrms-org
restart: always
env_file: "be.env"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
# ports:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
# - "7033:80"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
environment:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
DB_NAME: "bma_ehr_organization"
2024-06-24 18:09:51 +07:00
networks:
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- hrms
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
bmahrms-salary:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-salary-service:latest
container_name: bmahrms-salary
restart: always
env_file: "be.env"
# ports:
# - "7034:80"
environment:
DB_NAME: "bma_ehr_salary"
networks:
- hrms
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
bmahrms-development:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-development-service:latest
container_name: bmahrms-development
restart: always
env_file: "be.env"
# ports:
# - "7035:80"
environment:
DB_NAME: "bma_ehr_development"
networks:
- hrms
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
bmahrms-kpi:
image: docker.frappet.com/ehr/bma-ehr-kpi-service:latest
container_name: bmahrms-kpi
restart: always
env_file: "be.env"
# ports:
# - "7036:80"
environment:
DB_NAME: "bma_ehr_kpi"
networks:
- hrms
# End Backend Section
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
## Configuration
2024-11-11 10:47:04 +07:00
การตั้งค่าเฉพาะของแต่ละ service และการตั้งค่า route การตั้งค่า route ส่วนใหญ่จะทำคล้ายๆกัน ส่วนที่เป็น Frontend จะเป็นการเซ็ตโดเมน(URL)ของแต่ละโปรแกรม ส่วนที่เป็น Backend จะเป็นการรวมหลาย backend เข้าในโดเมนเดียวกันแต่อยู่คนละ Subfolder ซึ่งเป็นการรวม Microservice เข้าด้วยกัน
### keycloak (bmahrms-id)
2024-11-11 10:47:04 +07:00
ใช้สำหรับการ login ในระบบ (Identity Server) การสือสารหลัง API Gateway จะเป็น https แบบ self-signed
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
cd bmahrms-service/keycloak_config
openssl genrsa -out keycloak.key 2048
openssl req -new -x509 -sha256 -key keycloak.key -out keycloak.crt -days 3650
cp keycloak.key keycloak.pem
cat keycloak.crt >> keycloak.pem
cd ..
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
Keycloak Route
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
curl "http://127.0.0.1:9180/apisix/admin/routes" \
-H "X-API-KEY: put_admin_api_key_here" -X PUT -d '
{
"id": "bmahrms-id",
"host": "bma-hrms-id.bangkok.go.th",
"uri": "/*",
"upstream": {
"scheme": "https",
"type": "roundrobin",
"nodes": {
"bmahrms-id:8443": 1
}
}
}'
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
### Portainer ()
เป็นโปรแกรมสำหรับบริหารจัดการ container สามารถสิ่งเปิดปิดแก้ไขการทำงานของคอนเทนเนอร์ได้ เฉพาะผู้ดูแลระดับสูงถึงจะเข้าใช้งานส่วนนี้
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
curl "http://127.0.0.1:9180/apisix/admin/routes" \
-H "X-API-KEY: edd1c9f034335f136f87ad84b625c8f2" -X PUT -d '
{
"id": "bmahrms-portainer",
"host": "bmahrms-portainer.bangkok.go.th",
"uri": "/*",
"upstream": {
"type": "roundrobin",
"nodes": {
"bmahrms-portainer:9000": 1
}
}
}'
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
### MySQL(bmahrms-postgres)
init_mysql/\*.sql เป็นที่เก็บ SQL Script สำหรับสร้างฐานข้อมูลตั้งต้น
2024-11-11 10:47:04 +07:00
จะถูกเรียกใช้ครั้งแรกตอนเริ่มฐานข้อมูลเป็นข้อมูลตั้งต้นของระบบ
เนื่องจากไฟล์มีขนาดใหญ่หลายบรรทัดจะไม่ใส่ในเอกสารนี้
2024-11-11 10:47:04 +07:00
### Report Server
2024-11-11 10:47:04 +07:00
เป็น Microservice ใช้สำหรับการออกรายงาน ไม่จำเป็นต้องมี domain ของตัวเอง ให้เป็น path ในโดเมนที่มีอยู่ได้ ให้นำไฟล์ต้นแบบซึ่งสร้างจาก MS Word และ Excel มาไว้ที่โฟลเดอร์นี้
report-server-template/docx/_.docx, report-server-template/xlsx/_.xlsx
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
curl "http://127.0.0.1:9180/apisix/admin/routes" \
-H "X-API-KEY: put_admin_api_key_here" -X PUT -d '
{
"id": "bmahrms-report-server",
"hosts": ["bma-hrms.bangkok.go.th","bma-hrms-user.bangkok.go.th"],
"uris": ["/api/v1/report-template/*"],
"upstream": {
"type": "roundrobin",
"nodes": {
"bmahrms-report-server:80": 1
}
}
}'
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
### MiniO
2024-06-24 18:09:51 +07:00
Object Storage ใช้เพื่อเก็บไฟล์ของระบบถูกใช้โดย HRMS และ EDM
2024-11-11 10:47:04 +07:00
Route จะมีส่วน API กับ console การทำ route จะให้ console อยู่ใต้ subfoler https://domain/console
ในการติดตั้งบน production อาจจะไม่ได้อยู่ใน node เดียวกับ hrms และ apisix ดังนั้นควรอ้างเป็นโดเมนเต็มแทน
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
curl "http://127.0.0.1:9180/apisix/admin/routes" \
-H "X-API-KEY: put_admin_api_key_here" -X PUT -d '
{
"id": "bmahrms-s3",
"host": "bma-hrms-s3.bangkok.go.th",
"uri": "/*",
"upstream": {
"type": "roundrobin",
"nodes": {
"bmahrms-s3:9000": 1
}
}
}'
# test
curl -k -I https://bma-hrms-s3.bangkok.go.th/minio/health/live
2024-06-24 18:09:51 +07:00
2024-11-11 10:47:04 +07:00
curl "http://127.0.0.1:9180/apisix/admin/routes" \
-H "X-API-KEY: put_admin_api_key_here" -X PUT -d '
{
"id": "bmahrms-s3-console",
"host": "bma-hrms-s3.bangkok.go.th",
"uri": "/console/*",
"plugins": {
"proxy-rewrite": {
"regex_uri": ["^/console/(.*)","/$1"]
}
},
"upstream": {
"type": "roundrobin",
"nodes": {
"bmahrms-s3:9001": 1
}
}
}'
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
### EDM (Enterprixe Document Management)
2024-11-11 10:47:04 +07:00
เป็นระบบจัดการเอกสารภายใน ประกอบไปด้วยโปรแกรมหลายตัว
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- EDM ตัวโปรแกรมหลัก
- Elasticsearch ฐานข้อมูลดัชนีเอกสารเพื่อการค้นหาภาษาไทยแบบซับซ้อน อ้างผ่าน IP/PORT ไม่มี Route สู่ภายนอก
2024-11-11 10:47:04 +07:00
- Kibana ใน WebUI การจัดการ Elasticsearch มี Route ใช้เฉพาะนักพัฒนา
- RabbitMQ จัดการคิวงาน มี Route ใช้เฉพาะนักพัฒนา
- MiniO ใช้เพื่อเก็บไฟล์ต่างๆ มีหน้า console ใช้เฉพาะนักพัฒนา
นอกเหนือจาก compose.yaml มีไฟล์คอนฟิกสองไฟล์
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
nano edm_config/keycloak.json
nano elasticsearch_config/config.yaml
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
edm_config/keycloak.json
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```json
{
"realm": "EDM",
"auth-server-url": "https://bma-hrms-id.bangkok.go.th/",
"ssl-required": "external",
"resource": "EDM-V1",
"public-client": true,
"confidential-port": 0
}
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
elasticsearch_config/config.yaml
2024-06-28 17:18:08 +07:00
```yaml
2024-11-11 10:47:04 +07:00
network.host: 0.0.0.0
s3.client.default.endpoint: bma-hrms-s3.bangkok.go.th
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
EDM Route
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
curl "http://127.0.0.1:9180/apisix/admin/routes" \
-H "X-API-KEY: edd1c9f034335f136f87ad84b625c8f2" -X PUT -d '
{
"id": "bmahrms-edm",
"host": "bma-hrms-edm.bangkok.go.th",
"uri": "/*",
"upstream": {
"type": "roundrobin",
"nodes": {
"bmahrms-edm:80": 1
}
}
}'
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```
2024-11-11 10:47:04 +07:00
Kibana Route
เป็น UI สำหรับ Elasticsearch สามารถใช้แบบ HTTP ตรงๆได้ผ่าน VPN ถ้า โดยทั่วไปใช้ผ่านเน็ตเวิร์กภายใน API gateway จะช่วยทำ Basic Authentication และ https ให้ควรใช้ ใช้ภายในเสำหรับนักพัฒนาเท่านั้น
2024-11-11 10:47:04 +07:00
```sh
curl "http://127.0.0.1:9180/apisix/admin/routes" \
-H "X-API-KEY: put_admin_api_key_here" -X PUT -d '
{
"id": "bmahrms-kibana",
"host": "bma-hrms-kibana.bangkok.go.th",
"uri": "/*",
"plugins": {
"basic-auth": {}
},
"upstream": {
"type": "roundrobin",
"nodes": {
"bmahrms-kibana:5601": 1
}
}
}'
# Basic Authentication
curl http://127.0.0.1:9180/apisix/admin/consumers \
-H 'X-API-KEY: put_admin_api_key_here' -X PUT -d '
{
"username": "admin",
"plugins": {
"basic-auth": {
"username": "admin",
"password": "kibana-password-here"
}
}
}'
2024-06-24 18:09:51 +07:00
```